
คำบอกเล่าจากอาสาสมัครสึนามิ
12 นาที·14 ตอน·00
เรื่องราวของกลุ่มอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปช่วยเก็บกู้ซากปรักหักพังหลังเหตุการณ์สึนามิ แต่สิ่งที่พวกเขาพากลับมาด้วย ไม่ใช่แค่ความทรงจำอันเลวร้าย แต่เป็นบางสิ่งที่มองไม่เห็นและตามติดมากับเสื้อผ้าที่สวมใส่
เสียงสร้างด้วย Umbriel · ใส่หูฟังเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด
เนื้อเรื่อง
ยังไม่ได้สร้างจังหวะให้เนื้อเสียงนี่คือบันทึกคำบอกเล่าจากชายคนหนึ่ง ผู้เคยเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น เขาได้ร่วมเดินทางไปกับลุงของเขาซึ่งทำบริษัทด้านวิศวกรรมโยธา พร้อมด้วยทีมงานอีกหลายสิบชีวิต เรื่องราวที่เขาจะเล่าต่อไปนี้ คือสิ่งที่เขาและคนรอบข้างได้ประสบพบเจอมากับตัวเอง
กลุ่มอาสาสมัครของพวกเขามีประมาณ 40 คน เดินทางจากโตเกียวพร้อมกับเครื่องจักรกลหนัก เพื่อทำภารกิจเก็บกู้และเคลียร์เศษซากปรักหักพังในพื้นที่ประสบภัย พวกเขาจะเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากกองกำลังป้องกันตนเองหรือหน่วยกู้ภัยที่ระบุว่าพื้นที่ไหนปลอดภัยและสามารถเข้าไปจัดการได้แล้วเท่านั้น
ในการทำงานเคลียร์เศษดินและซากอาคารแต่ละวัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่พวกเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือการพบร่างของผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ภายใต้ซากเหล่านั้น มันเป็นภาพที่สะเทือนใจอย่างแสนสาหัส
ทีมงานที่ควบคุมเครื่องจักรกลหนักพยายามทำงานอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อไม่ให้ร่างผู้เสียชีวิตต้องบอบช้ำไปมากกว่าเดิม แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้หัวคีบที่เรียกว่า 'แกรปเปิล' ซึ่งมีลักษณะคล้ายกรรไกรขนาดใหญ่ติดอยู่ที่ปลายแขนของรถแบ็กโฮ หลายครั้งที่ร่างของผู้เสียชีวิตเข้ามาติดอยู่กับส่วนนั้น และทุกครั้งที่พบเจอ พวกเขาก็จะรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อจัดการต่อ แต่สำหรับผู้เล่าแล้ว ทุกครั้งที่เห็นภาพนั้น เขาก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้
แล้วคืนหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในช่วงที่ทำภารกิจ พวกเขาไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่ง ทำได้เพียงกางเต็นท์นอนกันในพื้นที่ว่างใกล้ๆ กับจุดทำงาน คืนนั้นเอง ขณะที่ผู้เล่ากำลังจะข่มตาหลับ เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากข้างนอกเต็นท์
มันเป็นเสียงเหมือนคนเดินย่ำบนเศษหินหรือกรวดดัง... ซ่ก... ซ่ก... ซ่ก... เสียงนั้นเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เต็นท์ของเขา ด้วยความสงสัย เขาจึงค่อยๆ รูดซิปเต็นท์เปิดออกเพื่อมองดูว่าใครมาเดินอะไรอยู่ตอนนี้
วินาทีที่ผ้าเต็นท์แง้มออก สิ่งแรกที่เขาเห็นคือ... ขาสองข้างที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเต็นท์ของเขาพอดี เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเพื่อมองว่าเจ้าของขานั้นเป็นใคร แต่แล้ว... ร่างกายของเขาก็เย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อพบว่าเหนือขาทั้งสองข้างนั้นขึ้นไป... ไม่มีอะไรเลย
ไม่มีลำตัวส่วนบน ไม่มีแขน ไม่มีหัว มีเพียงแค่ช่วงล่างเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงนั้น
เขาตกใจสุดขีด รีบรูดซิปเต็นท์ปิดทันที แต่เสียงย่ำเท้านั้นยังคงดังอยู่ไม่หายไปไหน เขานอนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ภาวนาในใจซ้ำๆ ว่า “ขอให้ไปสู่สุคติด้วยเถิด ขอให้ไปสู่สุคติด้วยเถิด” จนกระทั่งเสียงนั้นค่อยๆ เงียบหายไปในที่สุด เขาไม่แน่ใจว่ามันคือความจริงหรือเป็นแค่ฝันร้ายที่เกิดจากความเหนื่อยล้า แต่ความรู้สึกหวาดกลัวในคืนนั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจของเขามาจนถึงทุกวันนี้
แต่เรื่องราวแปลกๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาแค่คนเดียว เพื่อนร่วมงานของลุงอีกคนหนึ่ง ซึ่งกางเต็นท์นอนอยู่ใกล้ๆ กับจุดที่พวกเขาวางหัวคีบแกรปเปิลอันนั้นไว้ ก็เจอกับเรื่องประหลาดเช่นกัน เขาเล่าว่า ในตอนกลางดึกคืนหนึ่ง เขาต้องสะดุ้งตื่นหลายครั้งเพราะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้หญิงดังขึ้นมา แต่ที่น่าขนลุกคือ ไม่มีใครคนอื่นในแคมป์ได้ยินเสียงนั้นเลยแม้แต่คนเดียว
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับโตเกียว ทุกคนต่างรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ปกติเกิดขึ้น ลุงของเขาจึงตัดสินใจพาทุกคนไปที่วัดเพื่อทำพิธีปัดรังควาน พวกเขานำหัวคีบแกรปเปิลตัวนั้นไปทำพิธีและทิ้งไป ส่วนชุดทำงานที่ทุกคนสวมใส่ในพื้นที่ภัยพิบัติ ก็ถูกนำไปทำพิธีและเผาเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล
แต่มีเพื่อนร่วมงานอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้เอาชุดทำงานของตัวเองไปทำพิธีด้วย เขาเก็บมันกลับบ้านและยังคงใส่มันทำงานตามปกติ หลังจากกลับไปไม่นาน ชายคนนั้นก็เริ่มเจอกับอาการผีอำบ่อยครั้งจนผิดสังเกต เขาจะรู้สึกเหมือนถูกกดทับจนขยับตัวไม่ได้ในตอนกลางคืนแทบทุกคืน
เมื่อลุงของผู้เล่าได้ยินเรื่องนี้ ท่านจึงไปขอชุดทำงานตัวนั้นมา แล้วนำไปให้พระทำพิธีสวดส่งวิญญาณและจัดการเผาทำลายอย่างถูกต้อง และเรื่องที่น่าเหลือเชื่อก็คือ... ทันทีที่ชุดนั้นถูกจัดการไป อาการผีอำที่ชายคนนั้นเคยเจอเป็นประจำก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
จนถึงทุกวันนี้ ผู้เล่าก็ยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่า สิ่งที่เขาและเพื่อนร่วมงานได้เจอมานั้น เป็นปรากฏการณ์ลี้ลับจริงๆ หรือเป็นเพียงผลกระทบทางจิตใจจากความเครียดและความเหนื่อยล้าที่ต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมอันน่าสลดใจ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ภัยพิบัติครั้งนั้นได้ทิ้งไว้ซึ่งความเศร้าและความกลัวที่ยากจะลืมเลือน